ต่อเลยละกันนะครับ
สืบไปสืบมา เพื่อนร่วมงาน ละแวกใกล้เคียงทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เค้าค่อนข้างจะดูแปลก ถึงขั้นแปลกมาก สามารถนั่งจ้องหน้าคอมฯ นานๆ โดยไม่ได้ทำอะไร (โอ้ ๆๆๆๆๆๆๆ) แถมก่อนหน้าจะเกิดเรื่องกับผม ก็มีพี่ที่นั่งละแวกข้างๆ ผม โดนไปเหมือนกัน ลักษณะเดียวกับของผม
ประมาณว่าพอใกล้เลิกงาน พี่แกก็จะเดินยืดเส้นยืดสาย แล้วไปเที่ยวแซวคนโน่นคนนี้ ปรากฏว่าแกไปแซว ไอ้เนี่ย ว่า
“โหๆๆๆ แชทกับสาวเนาะ ขุนแผนโคตร”
เลิกงานมาได้เรื่องเลยครับ มันเดินไปหาพี่เค้าแล้วลากเก้าอี้มานั่งตรงข้าม พร้อมกับบอกว่า
คนนั้น - “ผมไม่ชอบที่มาแซวยังงี้ ผมไม่ใช่ขุนแผน”
พี่ - “เออ โทษทีผมแค่แซวเองน่า ขำๆ 55+” ยังคงขำอยู่
คนนั้น - “ยังงั้นก็ไม่ชอบ” ...........
พี่ - เริ่มโมโหละ “ โอเค รับทราบ แล้วมีไรที่แซวไม่ได้อีกมั้ย จะได้ไม่แซว”
คนนั้น - ........ลุกออกไปพร้อมกับบอกว่า “ไม่เป็นไร” ................
พี่ - ????????????????? อึ้งดิ
ซึ่งหลังจากประชุมกันผ่าน MSN แล้วทุกๆ คนลงมติแล้วว่า ไอ้นี้ มันต้องมีอาการทางจิตแน่ๆ แล้ว ทำไงดีละ
ซึ่งตกเย็นมาก็มีเรื่องช็อคเพิ่มขึ้นมาอีก เพราะบังเอิญน้องในออฟฟิค ที่นั่งห้องเดียวกันต้องทำงานดึก ผมเป็นห่วงเลยโทรไปเช็ค เพราะว่า ก่อนกลับบ้านผมเห็นมันยังนั่งอยู่ในออฟฟิค ผมเลยโทรไปเช็คกับน้องพร้อมกับเล่าเรื่องตอนบ่ายให้ฟัง ปรากฏว่าเกิดเรื่องช๊อคเพิ่มจริงๆ ก็คือ
น้องเค้าบอกว่า เมื่อเสาร์ก่อนหน้านี้ คนนั้น เค้าเดินมาขอความช่วยเหลือ ในแปลเอกสารให้หน่อย แต่นอกเหนือจากงาน น้องเค้าจะทำให้นะในตอนแรก แต่ปรากฏว่าพอเปิดมา มันคือวิธีทำ
“ระเบิดพลาสติก” ............................... หาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา
น้องเค้าก็เลยบอกว่าเออ งานยุ่ง ยังไงเดียวว่างๆ จะแปลให้ ซึ่งคืนนั้น มันก็เดินมาทวง ทีนี้อยู่กันไม่ได้แล้วครับ คุกคามทางร่างกายหรืออะไรก็โอเคนะ แต่นี้ คนธรรมดา บ้านไหน มันจะสนใจเรื่องการทำระเบิดวะ เข้าใจว่าเป็นรสนิยม แต่มันอยู่ผิดที่ ผิดคนไปหรือเปล่า
คืนนั้นหลังน้องผมรู้เรื่องก็รีบกลับบ้านด้วยความเร็วสูง จะอยู่ยังไง กับอีตานี้ละ เหอๆๆๆๆ
พอวันต่อมา มี MSN จากคนในออฟฟิคเดียวกันกับผมขึ้นมา ซึ่งปรากฏว่า เค้าเป็นเพื่อนรหัสของไอ้คนนั้น และเป็นเพื่อนคนเดียวในออฟฟิคที่มัน แชท คุยด้วย โอ้ๆๆๆๆๆๆๆ เจอ ตอ แล้ว
ซึ่งเพื่อนเค้าเล่าให้ฟังว่า คนนี้นะ เค้าเป็นโรคจิตจริงๆ (หา) เป็นโรคที่มีชื่อเฉพาะ อะไรเนี่ยแหละ จิตเพศ หรือยังไงไม่ทราบได้ อาการเดียวกับพวกที่มัน กราดยิง นร. เมกา หรือ อีป้าที่มันเดินไปแทงเด็กใน โรงเรียนอะครับ
ซึ่งตัวเค้าเองก็รู้ตัวดีว่า ป่วยทางจิต ซึ่งเคยไปบำบัดรักษามาแล้ว และ ก็เหมือนจะหายแล้ว จึงไม่ได้กินยา ซึ่งบังเอิญ มันกลับมาช่วงนี้พอดี (เออ แล้วไง กลับมากูซวยงั้นเหอะ)
ซึ่งไอ้เหตุการณ์ที่ ผมเล่ามาทั้งหมด มันรู้และเล่าให้เพื่อนมันฟังหมด อย่างกรณีของผม มันบอกว่า รู้สึกว่าผมนินทามัน รู้สึกว่าผมรู้ว่ามันโรคจิต ........(อาการนี่เค้าจะได้ยินเสียงหลอนง่ายมากนะครับ เหมือนมีคนที่จะคอยสั่งเค้าทำอย่างโน่นอย่างนี้ในหัวตัวเอง) มันกลัวมากที่จะให้คนอื่นรู้ว่าตัวเองเป็นโรค ซึ่งตัวเพื่อนเค้าเองก็ด่าไปแล้วว่า มึงบ้าก็อยู่ส่วนบ้าไปดิ ไปยุ่งกับคนอื่นทำไม ไปทำยังงี้สิ่งที่มึงกลัว เค้าก็รู้กันหมดแล้วว่ามึงบ้า
มันก็บอกว่า “เออ จริงด้วยเนาะ เดียวกูไปขอโทดมันเอง”
ผมบอกกับเพื่อนเค้าเลยครับว่า “ช่วยบอกมันที ไม่ต้องมาขอโทษ ใดๆ ทั้งสิ้น เดียวผมจะต่อยมัน ตอนนี้ผมกับมันเป็นอากาศธาตุ ไม่ต้องมารู้จัก ไม่ต้องมาเคลียร์ ไม่ต้องมาไรทั้งสิ้น ไม่อยากทำร้ายคนป่วย”
คือผมโมโหมากนะครับ ซึ่งถ้านับคู่กรณีของเค้าทุกคน ของผมดูจะซวยสุด เพราะเสือกนั่งตรงข้ามมัน ตาสบตา กันบ่อย มันเลยนึกจินตนาการควายๆ ไปเยอะ
ซึ่งตอนนี้ ทางหัวหน้าเค้าทราบเรื่องละ ตอนนี้ กำลังดูว่า จะให้ผ่านโปร 3 เดือนมั้ย เพราะภัยคุกคามมันเยอะจริงๆ
ผมก็รู้สึกแย่นะครับหากเค้าต้องโดนออก แต่วันที่นัดประชุมเรื่องนี้ ผมก็ได้เจอบรรดาโจทย์ไอ้เวรนี้ เยอะจนน่ากลัว เหอๆๆๆ ประมาณ 4-5 คน ตอนนี้ มันก็ถูก จับตาอย่างใกล้ชิดทั้งเรื่องงาน และ เรื่องความจิต ของมัน
ต่างคนต่างอยู่บางทีน่าจะดีกว่าใช่มั้ยครับ